147

หอการค้าไทย ออกรายงานจากคณะกรรมกาาโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สรุปผลกระทบของสงครามอิหร่าน ที่มีต่อการค้าและ การขนส่งทางเรือและระบบ โลจิสติกส์ของโลก  โดยคณะกรรมการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569  มีเนื้อหาที่น่าสนใจ

1) *อ่าวเปอร์เซีย*             การขนส่งสินค้าทางเรือหยุดชะงักทั้งหมด เนื่องจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุส อีกทั้งบริษัทประกันภัยเรือได้ประกาศยกเลิกความคุ้มครองภัยจากสงครามสำหรับเรือที่แล่นเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย

#  มีเรือสินค้าติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียหลายร้อยลำ                           # สายเรือทุกสายหยุดรับการจองระวางเรือที่จะไปอ่าวเปอร์เซียชั่วคราว#     แต่มีสายเรือบางบริษ้ทยังสามารถนำเรือรับขนส่งสินค้าไปส่งที่ท่าเรือ Khor Fakkan และ Fujairah ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ UAE และท่าเรือ Salalah / Sohar ของประเทศ Oman ก่อนจะถึงช่องแคบฮอร์มุส

# สำหรับสินค้าที่ค้างอยู่บนเรือซึ่งกำลังเดินทางไปยังอ่าวเปอร์เซีย สายเรือส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์ข้ออ้างเหตุสุดวิสัยและสภาวะอันตรายจากสงครามตามเงื่อนไขข้อสัญญาที่ระบุอยู่ข้างหลังใบตราส่ง Bill of Lading ทำการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งนำตู้สินค้าไปขนถ่ายลงที่ท่าเรืออื่นที่ปลอดภัยหรือใกล้ที่สุด และประกาศการสิ้นสุดการเดินทาง(ขนส่ง) End of Voyage เพื่อให้เจ้าของสินค้ารับภาระในการรับมอบสินค้าไปหรือจะสั่งการให้สายเรือนำสินค้าส่งกลับคืนต้นทางหรือเปลื่ยนไปจุดหมายปลายทางอื่น  # ตู้สินค้าที่จะไปอ่าวเปอร์เซียจำนวนมากถูก hold เก็บไว้ที่ท่าเรือถ่ายลำเช่น Singapore / Port Klang และท่าเรือต้นทางทำให้เพิ่มความแออัดในท่าเรือหลายๆแห่ง             2) * ท่าเรือในทะเลแดง*  และ *ท่าเรือในประเทศเขตแอฟริกาเหนือ*

สายเรือใหญ่บางสายยังสามารถให้บริการขนส่งตู้และรับ booking ไปยังเมืองท่าในทะเลแดงอยู่  โดยบางสายเรือสามารถแล่นตรงเข้าไป แต่บางสายเรือต้องวิ่งอ้อมแหลมกู๊ดโฮปไปทะเลเมดิเตอเรเนียนเพื่อเข้าคลองสุเอชจากด้านบนลงมาเข้าทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงถูกโจมตีจากกบฏฮูตีในเยเมน

3) # ค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน # สายเรือส่วนใหญ่ประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉินพิเศษ Emergency Surcharge ค่าธรรมเนียมการเสี่ยงภัยสงคราม War Risk Surcharge etc. ประมาณตู้ละ US$ 800- 2000 ต่อตู้20ฟุต แตกต่างกันตามแต่ละสายเรือ สำหรับ booking ใหม่ และ ยังเรียกเก็บจากสินค้าที่กำลังเดินทางอยู่บนเรือแล้วด้วย เนื่องจากเกิดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเส้นทาง การจอดเรือรอ และค่าประกันภัยความเสี่ยงสงครามของเรือเพิ่มขึ้น 300-400% สำหรับโซนตะวันออกกลางทั้งหมด                                        

4) แนวโน้มค่าระวางเรือปรับสูงขึ้นในทุกเส้นทางหลักทั่วโลก เนื่องจากค่าน้ำมันเชื้อเพลิงปรับราคาสูงขึ้น 30-40% การวิ่งอ้อมแหลมกู๊ดโฮปไปยุโรปเหนือและยุโรปใต้รวมถึงฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเพิ่มวันเดินทางมากขึ้นประมาณ20 วัน รวมถึงความล่าช้าที่เกิดจากความแออัดในท่าเรือถ่ายลำ                        

5) *ค่าระวางเรือในอนาคตหลังสงครามจบ*  คาดว่าค่าระวางเรือจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปีในเส้นทางไปอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงเนื่องจากปริมาณสินค้าจะเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าจากความต้องการสินค้าต่างๆเพื่อใช้ในการฟื้นฟูประเทศที่เสียหายจากสงคราม  6) การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ อาจจะเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อยแต่ไม่รุนแรงเนื่องตู้เปล่าที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย (5%) ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาในเอเซีในช่วงนี้